เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๒๔ ก.ค. ๒๕๕๙

 

เทศน์เช้า วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๙
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

เอาเนาะตั้งใจฟังธรรมะเรามาให้ภัตตาหารเป็นทาน ให้ภัตตาหารเป็นทาน ให้ชีวิต สิ่งที่ให้ชีวิต แก้โรคความหิว ความหิวความกระหายไง เราได้ปัจจัยเครื่องอาศัยเพื่อดำรงชีพ เราให้ภัตตาหารเป็นทาน

เวลาไปถึงวัด เราคบบัณฑิต พระให้ธรรมเป็นทานให้ธรรมเป็นทานก็เทศน์นี่ให้ธรรมเป็นทานให้ธรรมเป็นทานเพื่อสติเพื่อปัญญาของเราเพื่อชีวิตของเราเพื่อความรุ่งเรืองในชีวิตของเราไงรุ่งเรืองที่ไหนรุ่งเรืองในหัวใจของเรานะ เราจะต่ำต้อยในสายตาของชาวโลกขนาดไหนก็แล้วแต่ แต่ในหัวใจเราเบิกบาน หัวใจเรามีความสุขของเราเรามีสัจธรรมในหัวใจ เวลาทุกข์เวลายาก เราทุกข์ยากทางโลกไง แต่ธุดงควัตรๆ เป็นประเพณีของพระอริยเจ้า

เราอยากมีคุณธรรมในหัวใจ พระอริยเจ้าเขาทำตัวกันอย่างไร ถึงเราจะทำตัวไม่ได้ เราก็พยายามจะปีนบันได เราพยายามจะทำตัวเราให้มีคุณค่าขึ้นมา ถ้าเรามีคุณค่าขึ้นมา มันจะทุกข์มันจะยากขนาดไหน เห็นไหมมนุษย์เราจะล่วงพ้นทุกข์ด้วยความเพียร ความเพียร ความวิริยะความอุตสาหะ ถ้ามีความเพียร มีความวิริยะความอุตสาหะ นี่ประเพณีของพระอริยเจ้า ธุดงควัตรเป็นประเพณีของพระอริยเจ้าพระอริยเจ้าดำรงชีพอย่างไรดำรงธาตุขันธ์อย่างไร

ท่านดำรงชีพของท่านด้วยคุณธรรมในใจของท่าน ในใจของท่านเพราะมีธรรมของท่านท่านมีความสุขในใจของท่าน แต่ร่างกายมันต้องการอาหารร่างกาย ปัจจัยเครื่องอาศัยมนุษย์ เราบิณฑบาตเลี้ยงชีพ เลี้ยงชีพไว้ทำไม เลี้ยงชีพไว้ศึกษามันไงศึกษาชีวิตนี้ศึกษาจิตใจของเรานี่ ศึกษาการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะนี่สิ่งที่เวียนว่ายตายเกิดมันมาจากไหน เวลาคนที่มีคุณธรรม มีคุณธรรมที่ไหน

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม ตรัสรู้ธรรมในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ในใจนั้นมันสว่างโพลงขึ้นมาไง ในใจนั้นมีศรัทธามีความเชื่อ ไปค้นคว้ามากับเจ้าลัทธิต่างๆ ๖ ปี ทำขนาดไหน เขาชื่นชมยกย่องขนาดไหนโลกธรรม ๘ เขาชื่นชมเขายกย่องนะ “เจ้าชายสิทธัตถะมีความรู้เสมอเรา มีปัญญาเหมือนเรา ให้เป็นศาสดาได้ๆ” อาฬารดาบส อุทกดาบสยกย่องเจ้าชายสิทธัตถะ

เจ้าชายสิทธัตถะไม่เอาเพราะอะไร เพราะว่าจิตใจมันไม่สว่างโพลงไงจิตใจมีความลังเลสงสัยจิตใจมันอมทุกข์อยู่ จิตใจยังมีสิ่งใดฝังรากอยู่ในใจ ท่านมากำหนดอานาปานสติ แล้วท่านมาใช้สติปัญญาของท่าน เวลาจิตมันสงบแล้ว บุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกอดีตชาติไปได้ยาวไกลไม่มีต้นไม่มีปลาย ไม่มีที่สิ้นสุดเลย นี่การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ดึงกลับมาๆ เวลาจุตูปปาตญาณถ้าจิตมันไม่สิ้นกิเลสแล้วมันต้องเกิดของมันต้องเกิดของมันเพราะมันมีเวรมีกรรมของมัน

พระโพธิสัตว์ก็สร้างแต่คุณงามความดีมาก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ แต่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะด้วยคุณธรรม เวียนว่ายตายเกิดด้วยคุณงามความดีถ้าเกิดมาก็ไม่ต้องมาทุกข์มายากจนเกินไปถ้าไม่ทุกข์ไม่ยากขึ้นมา ไม่ทุกข์ไม่ยาก เป็นพระเวสสันดรโดนเขาขับไล่ออกไปจากราชวัง ไม่ทุกข์ไม่ยาก ไม่ทุกข์ไม่ยากด้วยการดำรงชีพไง เพราะเป็นพระโพธิสัตว์มีอำนาจวาสนาบารมีไง แต่มันทุกข์มันยากในหัวใจ

คนมีคุณงามความดีขนาดไหนยกย่องขนาดไหน มันมีคุณภาพขนาดไหน มันมีความรับผิดชอบมากถ้ารับผิดชอบมากก็อยากจะสร้าง อยากจะทำสิ่งใดที่เป็นคุณประโยชน์ให้มากขึ้นๆ มันมีความทุกข์ๆ ตรงนั้นไง ความทุกข์ที่คุณงามความดีไง ถ้าคุณงามความดีอย่างนั้นเราเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง แล้วเลี้ยงชีพไว้ทำไม ก็เลี้ยงชีพไว้ศึกษาไง ศึกษาหัวใจของเราไง หัวใจที่มันสุขมันทุกข์อยู่นี่ไง ถ้ามันสุขมันทุกข์อยู่นี่

เราเกิดมาเป็นฆราวาสเราเกิดมา เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราก็ปรารถนาความสุขของเรา ถ้าความสุขทางโลกของเขา คนที่จิตใจเขาต่ำต้อย เขาหาสิ่งใดพอประทังชีวิตของเขาได้เขาก็มีความสุขของเขา คนที่มีสถานะทางสังคมสูงส่ง เราจะหามาขนาดไหน เราก็ยังอยากจะได้มากขึ้นไปกว่านี้นั่นคือตัณหาความทะยานอยากไง

แต่หน้าที่การงานของเรามันเป็นหน้าที่การงานของเรา มันเป็นมรรค เป็นมรรคคือว่ามันเป็นการวัดคุณภาพของคนไง คนเราจะมีคุณภาพเพราะมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงานของตนใช่ไหม ใครมีหน้าที่การงานของตนแล้วทำหน้าที่การงานของตนประสบความสำเร็จ ทำงานหน้าที่ของตนดีงาม นั่นไง เขาวัดกันตรงนั้นไง คนเรามีคุณภาพ มีคุณภาพที่การแสดงออกของหัวใจนั้นไง

ถ้าหัวใจนั้นแสดงออก ถ้ามันมีความทุกข์ความยากขนาดไหน มันมีความทุกข์ความยากความทุกข์ความยาก เรามีศรัทธามีความเชื่อในศาสนา เวลาเรามาประพฤติปฏิบัติในวัด มาในวัดในวา ผู้ที่บวชมาแล้วมาอดนอนผ่อนอาหาร พยายามขวนขวายของเรา กระทำของเรา มันเป็นความทุกข์ไหม มันเป็นความทุกข์ทั้งนั้นน่ะ แต่ความทุกข์อย่างนี้ทำไมมันรื่นเริงอาจหาญล่ะ

เวลาความทุกข์ของเรา ครูบาอาจารย์ของเราท่านเดินจงกรมทั้ง ๗ วัน ๗ คืนอย่างนี้ ดูหลวงปู่ตื้อท่านนั่งภาวนา ๒๔ชั่วโมงอย่างนี้ท่านทำทำไม มันทุกข์มันยากไหม

ถ้าเราทุกข์เรายาก เรามาวัดมาวาเราก็จะมาสุขสบายของเรา มาผ่อนคลายของเรา มาผ่อนคลาย มาผ่อนคลายอะไร

นี่ไง เรามาค้นหาสิ เรามาค้นหาโรคภัยไข้เจ็บในหัวใจของเรา ถ้าเรามาค้นหาโรคภัยไข้เจ็บในหัวใจของเรา ใครมีจริตนิสัยอย่างไร ดูสิโทสจริต โมหจริต โลภจริต คนโลภจริตลุ่มหลงไปทั่ว ใครจะยังไม่ทันเสนอสิ่งใดเชื่อเขาไปก่อนแล้ว คนโลภจริตมันจะเอาอย่างเดียว ฉันจะดัง ฉันจะใหญ่ ฉันจะมีอำนาจ ไอ้โทสจริตมันก็มีแต่ความโกรธ นี่ไงมันจริตนิสัย จริตนิสัยมันมาจากไหนล่ะ

กรรมจำแนกสัตว์ให้เกิดต่างๆ กันการกระทำของเรา เราฝึกหัดของเรา แล้วในชาติปัจจุบันนี้ถ้าเราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็ยับยั้งของเราด้วยสติด้วยปัญญา ด้วยสติด้วยปัญญาของเรา ยับยั้งของเรา นี่ธรรมโอสถๆ ธรรมโอสถมันเกิดจากไหน

เวลาเราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ฉลากยาๆ เราเกิดเป็นมนุษย์เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราเป็นบริษัท ๔อุบาสก อุบาสิกาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฝากศาสนาไว้กับบริษัท ๔“มารเอย เมื่อใดภิกษุ ภิกษุณีอุบาสก อุบาสิกาของเรายังไม่เข้มแข็ง กล่าวแก้คำจาบจ้วงของลัทธิต่างๆ ได้ เราจะไม่ยอมนิพพาน”

ท่านเผยแผ่ธรรมมา๔๕ ปี พอสุดท้ายมารก็ดลใจมาตลอดๆ วันมาฆบูชาไง เวลามารมาออดอ้อนออเซาะไง

“มารเอยบัดนี้ภิกษุภิกษุณี อุบาสกอุบาสิกาของเราเข้มแข็ง สามารถกล่าวแก้คำจาบจ้วงของลัทธิต่างๆ ได้ อีก ๓เดือนข้างหน้าเราจะนิพพาน”

พอปลงอายุสังขารเท่านั้นน่ะ โลกธาตุหวั่นไหวหมดเลย พระอานนท์ โอ้โฮ! มีอะไรเกิดขึ้น ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งที่ไม่เคยมีไม่เคยเป็นมันเป็นแล้วพระเจ้าข้า สิ่งที่ไม่เคยมีไม่เคยเป็น”

“มันเป็นเช่นนี้เองอานนท์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ปลงอายุสังขารปรินิพพาน โลกธาตุจะหวั่นไหวอย่างนี้”

พระอานนท์รู้เข้าคุกเข่าเลย “ขออาราธนาให้อยู่ต่อ ขออาราธนาให้อยู่ต่อ”

“อานนท์เราบอกเธอมาถึง๑๖ ครั้ง ที่นั่นๆๆให้เธออาราธนาเรา ถ้าเธออาราธนาเรา เราจะปฏิเสธเธอถึง๒ ครั้ง ครั้งที่ ๓เราจะรับอาราธนาของเธอ เธอไม่นิมนต์เราเลย เธอไม่นิมนต์เราเลย แต่เราปลงอายุสังขารแล้ว เธอจะมาขอ มันเป็นไปไม่ได้”

กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ สัจจะ คนมีสัจจะพูดคำไหนคำนั้น เวลาตกลงไปแล้วก็ตกลงไปแล้ว จะมาออเซาะฉอเลาะกันอย่างนี้ไม่ได้ เวลาบอกเป็นเล่ห์ บอกให้เข้าใจได้ คนที่ฉลาดมันก็เข้าใจได้ แต่มารมันดลใจไง

นี่ไงอุบาสก อุบาสิกาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฝากศาสนาไว้กับเรา บริษัท๔ เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฝากศาสนาไว้กับเราเป็นมรดกตกทอดมาถ้ามรดกตกทอดมา ในท้องถิ่นก็เป็นตำนานตำนานว่าพระพุทธเจ้าเคยมาที่นั่นพระพุทธเจ้าเคยมาที่นี่ มันเป็นตำนานท้องถิ่นตำนานนั้นก็เป็นตำนาน เป็นประเพณีวัฒนธรรม เป็นไว้ให้เราปลื้มใจไง

เราปลื้มใจ เราเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรสองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยเสด็จมาที่นั่นๆ เราก็ปลื้มใจๆ ปลื้มใจ เราก็เก็บไว้ในหัวใจของเราไง เป็นประเพณีวัฒนธรรม

แต่เวลาเรามีสติปัญญาขึ้นมา เราจะค้นคว้าของเราเราจะศึกษาของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฝากศาสนาไว้กับเราเป็นมรดกธรรมแต่เรามาวัดมาวา เห็นใจมากนะขวนขวายมา มาวัดมาวานี่เห็นใจมาก ต้องปากกัดตีนถีบ ต้องขวนขวาย ต้องเจาะจง มันถึงจะมาได้ไง วัดข้างๆบ้าน พระเดินผ่านหน้าบ้านมันก็ยังไม่อยากจะใส่ มันต้องวิ่งไปนู่น เพราะอะไรล่ะ เพราะมันลงใจๆ ตรงนี้ไงลงใจ อริยประเพณีๆ ไง เป็นประเพณีของพระอริยเจ้าไง ไอ้พวกเราก็ปากกัดตีนถีบอยากจะเป็นบ้างไงพยายามจะทรงธรรมวินัยอันนั้นไว้ไง นี่ไงเหงื่อไหลไคลย้อยอยู่นี่ไง

เหงื่อไหลไคลย้อยมันก็เรื่องของร่างกายไง รักษาชีวิตไว้ทำไมรักษาชีวิตเพื่อจะวิเคราะห์วิจัยมันไง วิเคราะห์วิจัยตรงไหนวิเคราะห์วิจัยหัวใจของเรานี่ไง ชีวิตมันคืออะไร ชีวิตคือพลังงาน ชีวิตคือไออุ่น ชีวิตคือพุทธะ แล้วมันอยู่ไหนล่ะ มันอยู่ไหน

เราพูดเทียบเคียงทางวิทยาศาสตร์ได้ทางวิทยาศาสตร์ก็ศึกษามาแล้วเป็นคำพูดของพระสารีบุตรพระสารีบุตรเวลาถามนักบวชนอกศาสนา โต้ปัญหากัน “หนึ่งไม่มีสองคืออะไร” เขาตอบไม่ได้

แต่เวลาเขาถามพระสารีบุตร พระสารีบุตรตอบได้หมดเลย แล้วถามว่า“หนึ่งไม่มีสองคืออะไร” เขาตอบไม่ได้

“อยากรู้ไหม อยากรู้มาบวช” บวชแล้วท่านสอนไง

ชีวิตคือไออุ่น ไออุ่นตั้งอยู่บนกาลเวลากาลเวลาก็อายุขัยเรานี่ไงไออุ่นนี้ตั้งอยู่บนกาลเวลา มันสืบต่อเป็นสันตติมามันเป็นสิ่งมีชีวิตเวลามันอุบัติ ๔อุบัติเป็นมนุษย์เป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหมเวลามันอุบัติ มันเกิด กำเนิด ๔กำเนิดแล้วมันถึงมีชีวิตมา

แล้วชีวิตมานี่ เราได้ชีวิตมาด้วยอำนาจวาสนานะ การเกิดเป็นมนุษย์นี้เป็นอริยทรัพย์เพราะมนุษย์มีกฎหมายคุ้มครอง มนุษย์มีสิทธิทำสิ่งใดก็ได้ มนุษย์นี้มีปัญญา แต่ปัญญาของมนุษย์เขาใช้ปัญญาทางโลกเพราะมนุษย์สร้างอำนาจวาสนามา ดูสิเวลาเด็กไอคิวมันดี มันศึกษาปัญญามันดีมากมันเรียน มันมีปัญญามาก แต่ปัญญาอย่างนั้นมันก็อมทุกข์ของมันนะ คนจะมีปัญญามากน้อยขนาดไหนมันจะมีความทุกข์ในหัวใจไปทุกๆดวงใจ ในการเกิด เห็นไหม ในสโมสรสันนิบาตทุกดวงใจว้าเหว่ทุกดวงใจ แม้แต่อยู่ในสโมสรสันนิบาต

แต่นี้เราเป็นชาวพุทธใช่ไหม เรามีสติมีปัญญาของเราเราไปวัดไปวาของเรา ไปวัดเป็นวัดปฏิบัติ เป็นข้อวัตรปฏิบัติในหัวใจของเรา เราขวนขวายมาขวนขวายมาเพื่อเสียสละ เสียสละสิ่งที่เป็นยาปัจจัยเครื่องอาศัยนี่แก้โรคหิว โรคหิวโรคกระหาย เราไปบรรเทา บรรเทาใคร บรรเทาผู้ทรงศีล ผู้ทรงศีลใช้ปัจจัยนั้นไว้ทำอะไรต่อ

ผู้ทรงศีลใช้ปัจจัยนั้น ในพระไตรปิฎกสอนไว้เลย ธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนว่า ภิกษุทำภัตกิจเสร็จแล้วเข้าสู่โคนไม้ เข้าสู่เรือนว่าง เข้าสู่ต่างๆ ค้นคว้าหาใจของตน นี่ไงรักษาชีวิตไว้เพื่อค้นคว้ามัน เพื่อดูแลมันไง ถ้าเราค้นคว้าชีวิตนี้

เวลาเราเป็นชาวพุทธใช่ไหม เราอยากจะมีความสุขเป็นวิมุตติสุขเราจะมีคุณธรรมในหัวใจคุณธรรมในหัวใจมันมาจากไหนล่ะ มันมาจากการประพฤติปฏิบัตินะ ถ้าใครมีสติเราฝึกหัดสติของเรา ฝึกหัดๆๆ ถ้าฝึกหัดสติของเรานะ เวลามีสิ่งใดกระทบขึ้นมา ถ้าเผลอปั๊บ มันไปสักพักหนึ่ง พอได้สติก็เท่าทันอารมณ์ตัว มันหยุดหมด พอหยุดหมด อืม!

พอฝึกหัดไปๆ มันจะเห็นคุณค่าไง มันจะเห็นคุณค่าของสติ แล้วมันเห็นคุณค่าของปัญญาของเราปัญญาคืออะไรปัญญาคือเหตุผลในหัวใจของเราไงเหตุผลที่มันคิดอารมณ์อะไร คิดอะไร ทำอะไร ทำเพื่อใคร ทำแล้วได้อะไร ปัญญามันจะคิดของมันไปไง ถ้ามันคิดอย่างนี้ คิดอย่างนี้รู้เท่าทันความคิดมันก็หยุดๆ นี่ไง ค้นหาชีวิตของตนๆ นี่ไงรักษาชีวิตไว้เพื่อศึกษามัน ถ้าศึกษามัน ใครเข้าสู่สัมมาสมาธิได้มันจะมีความสุข ความสงบความระงับ มีความสุข ความสงบ ความระงับเพราะสุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี

ดูสิ มันขวนขวาย เราทำงานเหนื่อยยากมาก เหงื่อไหลไคลย้อยเลยเพื่อหาปัจจัยเครื่องอาศัย จิตมันหมุนติ้วๆๆเลย เร็วกว่าความคิดมันน่ะ นี่ไง สิ่งที่ว่ามันคิดอยู่นี่ มันหมุนไปกับอารมณ์ความรู้สึกตลอดเวลามันเสวยตลอดมันโดนฉุดกระชากลากไปตลอด เราใช้ปัญญาอบรมสมาธิ เราใช้พุทโธๆ ให้มันสงบเข้ามา มันก็เหมือนหยุดงานไง จิตที่มันหยุดงาน จิตที่มันไม่ทำงาน จิตที่มันทรงตัวอยู่ของมันได้ มันไม่พาดพิงอารมณ์สิ่งใดๆ ทั้งสิ้นมันทรงตัวของมันอยู่นี่ มันสงบนิ่งเหมือนเรานอนหลับ เราได้นอนหลับพักผ่อนมา ทำงานมา ทำงานมาทุกข์มายากเสร็จงานแล้วอาบเหงื่อต่างน้ำอาบน้ำอาบท่าร่างกายสะอาดได้พักได้ผ่อนมันก็มีความสุข

จิตมันก็เหมือนร่างกายมันก็ทำของมันแต่เราไม่ได้ศึกษามัน เราไม่รู้มันไง เราคิดว่าเวลาเหนื่อยก็เหนื่อยเพราะเราทำงานนี่ไงเหนื่อยเพราะทำงาน เวลาหยุดงานมันก็จบไงแต่จบแล้วจิตมันก็ไม่จบไง ไปนั่งอยู่นั่นมันก็ยังคิดอยู่นั่นน่ะ นั่นยังไม่เสร็จ นี่ยังไม่เสร็จ นี่ยังไม่ได้มันก็ยังคิดอยู่อย่างนั้นน่ะ เราหยุดแล้ว มันไม่หยุด ร่างกายหยุดแล้ว จิตมันไม่หยุด มันไม่ยอมหยุด

นี่ไง ธรรมโอสถๆ เรากำหนดพุทโธบังคับมัน ถ้าใหม่ๆ ต้องฝึกหัดการฝึกหัด เห็นไหม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฝากมรดกธรรมไว้กับเรา ฝากไว้กับเราๆ เราศึกษามาเก่งหมด แต่ไม่รู้จักตัวเองเลยเวลาฝึกหัดๆ ขึ้นมา เวลามันสงบขึ้นมามันปล่อยหมด

พุทโธๆมันก็เป็นงานอันหนึ่ง งานของจิตถ้าเราไม่พุทโธมันคิดอย่างอื่นถ้าเราไม่พุทโธมันก็ไปกว้านเอาพิษเอาภัยมาสู่มัน ให้มันพุทโธเสีย พุทธานุสติคบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธะ นี่ไง พลังงานไงพลังงานให้มันเกี่ยวกับพุทธะเกี่ยวกับคำบริกรรมบริกรรมบ่อยครั้งเข้าๆ เวลามันเริ่มละเอียดขึ้น มันก็ยังบริกรรมอยู่ แต่มันละเอียดขึ้นๆจนมันบริกรรมไม่ได้ คือมันวางพอมันวางได้ มันก็เป็นตัวของมันเอง เหมือนเราทำงานเสร็จแล้วเราได้พักผ่อนนอนหลับ เราก็สุขสบายของเรา

จิตเวลามันทำงานของมันโดยธรรมชาติของมันมันไม่เคยหยุดหลวงตาบอกว่าคนเกิดมาเหมือนติดเครื่องยนต์แล้วไม่เคยดับเลย ความคิดเราเหมือนเครื่องยนต์เครื่องยนต์มันติด แล้วไม่เคยดับเลย มีเครื่องยนต์อะไรบ้างทำแล้วไม่เคยดับเครื่องเลย ทำตลอดชีวิต ดับเมื่อไหร่ก็ตายเมื่อนั้นแล้วเวลามันหยุดมันดับเครื่องได้หยุดได้ แล้วมันยังอยู่กับเรา เรายังไม่ตายมหัศจรรย์ขนาดไหน ถ้ามหัศจรรย์

นี่ไง เราบิณฑบาตเลี้ยงชีพ เลี้ยงชีพไว้ศึกษาชีวิตศึกษาหัวใจของเรา ถ้าศึกษาหัวใจของเรานะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมก็ตรัสรู้ในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกกัณฑ์ ทุกคำ ชี้เข้าไปที่หัวใจของสัตว์โลก สิ่งที่สัมผัสธรรมได้ๆ คือหัวใจของเราหัวใจของเรานี่ใครสัมผัสเข้าไปแล้วน้ำตาไหลพราก ขนพองสยองเกล้า มันสัมผัสธรรมได้ไง

มีอะไรสัมผัสธรรมได้ดวงตาหรือดวงตาก็ดูหนังสือ หนังสือแล้วอ่านมันไปอะไรสัมผัสธรรมแต่เวลาจิตมันมีสติ จิตมันมีสมาธิ จิตมีปัญญา ยิ่งเกิดภาวนามยปัญญานะ เวลาหลวงตาท่านสอน ธรรมจักรปัญญามันหมุนติ้วๆ มันมหัศจรรย์นัก มันมหัศจรรย์

คนเรามันจะได้มรรคได้ผล มันจะได้ผลตอบแทนอยู่แค่ชั่วเอื้อมๆ อื้อหืม! มันหมุนติ้วๆๆมันชั่วเอื้อมๆ แต่จับไม่ติด จับแล้วหลุดมือๆ ชั่วเอื้อมๆ มันฝึกหัดๆ เข้าไป มันทำของมันเข้าไปมันรู้มันเห็น มันมีเหตุมีผล มันเป็นสัจธรรมความจริง สิ่งนี้มันเกิดมาจากไหน ก็เกิดมาจากการกระทำทั้งนั้นน่ะ

สิ่งที่สัมผัสธรรมได้ๆคือหัวใจของเราไง หัวใจของเราสัมผัสธรรม อันนั้นเป็นสัจธรรมเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมแล้วกราบธรรมๆ แสดงธัมมจักฯ ขึ้นมา พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรมไง แล้วพระสงฆ์เราถ้าประพฤติปฏิบัติเข้าไปถ้ามีดวงตาเห็นธรรม ถ้าได้สัมผัสธรรมอันนั้นมามันจะเห็นคุณค่าของมันไง

ธรรมะเหนือโลกๆ มันมีคุณค่าเหนือทุกๆ อย่าง ในโลกสิ่งที่มีอยู่นี่สู้ธรรมะไม่ได้ถ้ามันสู้ธรรมะได้ มันเหนือกว่าธรรมะ พระจะไม่เหลือเลยพระไปอยู่กับสิ่งที่มันเหนือกว่าธรรมะนะ 

พระเวลาสละโลกมา แล้วพยายามขวนขวายอยู่นี้เพราะมีเป้าหมาย เพราะมีเป้าหมาย เป้าหมายคือสิ่งสัจธรรมอันนั้นสิ่งสัจธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางธรรมวินัยนี้ไว้ เรามีเป้าหมายของเรา เราถึงขวนขวายไง จะทุกข์จะยาก จะทุกข์จะยากเพื่อจะเข้าหาเป้าหมายนั้น จะทุกข์จะยากเพื่อจะพ้นจากทุกข์นั้น ไอ้ของเรามันทุกข์มันยากมันซ้ำซาก ทุกข์อย่างนี้ ทุกข์แล้วทุกข์อีกทุกข์หมุนเวียนอยู่นั่นน่ะ ทุกข์ไม่จบไม่สิ้น แต่อันนี้ทุกข์แล้วสิ้นนะ

ทุกข์กับโยม ทุกข์กับงานการทางโลกงานการทางโลกหลวงตาท่านพูดประจำ อย่าพูดนะ ถ้าใครยังไม่ประพฤติปฏิบัติอย่ามาพูดว่าทำงานหนักๆ ถ้าทำงานหนัก ทางจงกรม นั่งสมาธิหนักหนาสาหัสสากรรจ์เพราะอะไร เพราะมันต้องสละชีวิตหนักหนาสาหัสสากรรจ์เพราะมันต้องสละชีวิต

ถ้ากิเลสมันหลอก สิ่งใดจะตายก่อนๆ ขอดูหน้า อะไรตายก่อน ชีวิตนี้สละเลย เอาชีวิตนี้แลกมา เอาชีวิตนี้แลกมา ทีนี้มันแลกมา นี่ทำงานอย่างนี้ พูดอย่างนี้บอก โอ๋ย! ไม่ปฏิบัติ กลับบ้านดีกว่า กลัว

พูดถึงเวลาเข้าไปถึงมันถึงมีคุณค่าไงคำว่า “ธรรมะมีคุณค่าเหนือโลกๆ” มันเหนือโลกเพราะมันมีคุณค่าเหนือทุกๆอย่าง

เห็นไหมลูกหลานเราปู่ย่าตายายพอได้ลูกหลานคนแรก โอ้โฮ! เห่อกัน อุ้มกันน่าดูเลย นั่นมีการเกิด ที่ไหนมีการเกิด ที่นั่นมีความทุกข์ เวลามันสิ้นกิเลสไปแล้วมันไม่เกิด ไอ้เกิดกับไม่เกิดนี่แหละเวลาเรามีลูกหลาน ลูกหลานเกิด โอ้โฮ! ไข่แดงนะ ชื่นชม รับขวัญๆ

เกิดมาด้วยการกำมือนะ ของกูๆ นะร้องไห้ กำเต็มที่เลยนะ เวลาคนมันตายเนาะแบหมดเลย จงดูข้า ไม่มีสิ่งใดอยู่ในมือเลยเวลาคนตายนี่แบหมดเลย แบหมดเลย แต่เวลาเด็กมันเกิดมันกำนะ กำ มันยึดมั่นถือมั่นของมัน

เวลาเราก็ชื่นชมกันๆ ไง แต่เวลาตายล่ะ สิ่งที่ธรรมะเหนือโลกๆ เหนือตรงนี้ไง เหนือโลกเหนือสงสารเหนือทุกๆอย่าง ฉะนั้นเวลาคนทำมันต้องทำจริงๆ ไงทำจริงๆ

โลกเราเห็นไหมประเพณีวัฒนธรรมของชาวพุทธก็เรื่องหนึ่ง ปฏิบัติตามประเพณี ครูบาอาจารย์ของเรามากระตุ้นให้สังคมมีความเชื่อมั่น ถ้าปฏิบัติปฏิบัติกันพอบรรเทาทุกข์ อันนั้นก็ปฏิบัติเป็นการสมัครเล่น ปฏิบัติเหมือนออกกำลังกายตอนเช้าเพื่อรักษาสุขภาพร่างกายไอ้นี่ก็ปฏิบัติเพื่อรักษาสุขภาพจิตรักษาสุขภาพจิตไม่ให้เห็นจิตเพราะจิตมันไม่ให้เห็น

แต่ถ้าปฏิบัติตามความเป็นจริงจิตเห็นอาการของจิต จิตภาวนาขึ้นมาใช้วิปัสสนาญาณเข้าไป เข้าไปชำระล้างขึ้นไปเวลากิเลสมันต่อต้าน อย่างที่ว่าต้องสละชีวิตกันเลย

ถ้าไม่สละชีวิต มันบอกว่าตายๆๆ เลิกจะได้จะเสีย เลิกทุกที จะได้จะเสียพักไว้ก่อน ไม่กล้าเอาจริงเอาจังไง

แต่เวลาเอาจริงเอาจังอะไรตายก่อน พอผลัวะ! กิเลสตายคนไม่ตาย กิเลสตาย ถ้ากิเลสตาย เห็นไหม นี้คือมาตรฐานของครูบาอาจารย์ของเราไง

แต่อย่างพวกเราลูกศิษย์ลูกหาก็พยายามมีจุดยืนของเราต้องมีจุดยืน มีสติปัญญานะ อย่าให้ใครปั่นหัว อย่าให้ใครชักนำ กาลามสูตร ไม่เชื่อแม้แต่อาจารย์ของตนสอน ไม่เชื่อแม้แต่พระสงบพูด เราฟังแล้วกลับไปวิเคราะห์วิจัย มันจะเป็นสติปัญญาของเราได้หรือไม่เราไปคิดใคร่ครวญดู จริงหรือไม่จริง เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ มันเป็นประโยชน์กับเรา สิ่งนั้นเก็บไว้สิ่งใดที่ไม่เป็นประโยชน์ โยนทิ้งมันไป อย่าเชื่อเอวัง